ในช่วงที่ผ่านมา ผมเห็นหลายคนตั้งเป้าว่าจะไปทำ Startup หรือทำธุรกิจของตนเอง ในขณะเดียวกัน ผมกลับเริ่มเห็น “เสน่ห์ของ Corporate” ชัดขึ้นเรื่อย ๆ

แต่ละคน แต่ละ Gen มี taste และ ความต้องการต่างกัน
วันนี้มาแชร์ความชอบในการทำงานใน Corporate / Enterprise เสน่ห์ที่ผมเห็นคืออะไร และ มันมีข้อดีอะไร

ผมอยู่ในทีม New Business Development ในบริษัท Listed Company ทางด้าน IT พนักงานมากกว่า 1,000 คน ส่วนใหญ่เป็น Technical / Dev ครับ รายได้จาก Core Business เดิมต่อปี ประมาณ 6,800 ล้านบาท ตอนนี้ได้ดูในส่วนงานของ AI Portfolio และ Digital Sustainability หรือ กลุ่มงานขายด้าน ESG ของบริษัท ดูแลงาน end-to-end ตั้งแต่ขายจนถึงส่งมอบภายในทีมตัวเอง และร่วมใช้ Resource จากทีม / Partner เสริม

นิยาม Corporate / Enterprise สำหรับผม คือ บริษัทมหาชน (จำกัด) ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ, บริษัทข้ามชาติ (MNCs) ที่มาตั้งสาขาในไทย, หรือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่มีพนักงานหลักหลายร้อยไปจนถึงหลายพันคน มีทรัพยากร (Resources) ทั้งด้านเงินทุน ข้อมูล และบุคลากรจำนวนมาก

ผมจะใช้ 2 คำ คือ “เห็น” และ “เรียนรู้” ครับ
เห็น ผ่านการสังเกต
เรียนรู้ ผ่านการได้ลงมือทำ

(1) เห็น ระบบ แบบแผน แนวทาง
การแบ่ง Organization / Business Domain / การบริหารงานในแต่ละภาคส่วน ผมแบ่งโครงสร้างหลัก ๆ ออกมาเป็น

Profit Center, Support Function และ Back Office
(หรือจริง ๆ มองเป็น Profit Center และ Back Office ก็ได้ครับ นิยามจะต่างกันออกไปเลย)

Profit Center ได้แก่ฝ่ายขาย Sales ฝ่ายที่ต้องมีการรับยอด รับผิดชอบด้านการขาย หรือ มียอดขายเป็น KPI มีหน้าที่หารายได้ให้บริษัท

Support Function ฝ่ายที่เมื่อมีการขายแล้ว ต้องช่วยในการส่งมอบงาน ทำให้สิ่งที่ขายไว้ให้สามารถส่งมอบได้จริง หรือ อาจเป็นฝ่ายที่ต้องช่วยทำ Product เพื่อรองรับการขยาย และการขายในอนาคตตามเป้าประสงค์ขององค์กร

Back Office เป็นอีกส่วนที่ผมชอบสังเกตมาก เช่นทีมบุคคล People หรือ HR ทีมการเงินบัญชี ทีมสื่อสารองค์กร ทีมกฎหมาย ทีม Internal Audit ทีม IT Support ฝ่ายจัดซื้อ Procurement ทีมคลังสินค้า ทีม Risk ฯลฯ

การแบ่งฝ่ายนี้เป็นไปตามองค์กรและ Industry

การได้เห็นแนวทางปฏิบัติ รายละเอียดในการทำงานในส่วนงานต่าง ๆ ผมคิดว่าเป็นประโยชน์กับชีวิตการทำงานมาก เช่น การทำเอกสารทาง Legal NDA MOU, Process การจัดซื้อ, Process การยื่นเสนอ Project ภาครัฐ หรือเอกชน เป็นต้น

(2) เรียนรู้ ​MBA ในชีวิตจริง

องค์กรที่ผมอยู่ ณ ปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
หลายครั้งผมลองมองย้อนกลับไป หลาย move การปรับฝ่าย
การ deal partner การลงทุนในบริษัทลูก ต่าง ๆ
นี่มัน MBA ในชีวิตจริงชัด ๆ!

การที่ทำงานเชิง BD ที่เกี่ยวโยงกับหลายส่วน
ทำให้เราเห็น move ทางธุรกิจที่เฉียบและน่าเรียนรู้

อีกแง่หนึ่งคือ move ในการบริหารคนในมุมผู้บริหาร
เป็นอีกแกนสำคัญทั้งในการชื่นชม และ การผลักดัน
ให้ความท้าทาย ความกดดัน เป็นอีกหนึ่งตำราที่หาไม่ได้ในห้องเรียน

(3) เรียนรู้ จากผู้บริหาร

อีกหนึ่งข้อดีมากที่สุดตอนนี้ คือ สายการทำงานของผม
อยู่ใกล้ผู้บริหารระดับสูง ในหลายครั้ง โชคดีได้เข้าประชุมด้วย
ประกอบกับผมเป็นคนค่อนข้างกล้า พูดบางอย่างออกไป
โดนกลับมาสอนหลังจากจบประชุมเลยครับ 5555

ส่วนนี้ผมได้ประโยชน์มากในการ เห็นวิธีการสื่อสาร
และการตีความว่าในมุมผู้บริหารคิดอะไรอยู่
Agenda เป้าหมาย จุดประสงค์ ของเขาคืออะไร?

เพราะในหลายครั้ง ‘สิ่งที่ผู้บริหารพูด’ กับ ‘สิ่งที่เขาคิดจริง ๆ’ อาจไม่เหมือนกันเสมอไป

(4) เห็น และ เรียนรู้ การทำงานใน Scale ใหญ่

ผมรู้สึกหัวใจเต้นทุกครั้งที่ได้อยู่ในขั้นตอน Bidding งานสเกลใหญ่
ยิ่งถ้ามากกว่า 10 หรือ 50 ล้านบาทขึ้น มันสนุกและมันส์มาก

ทำให้ผมรู้เลยว่ามีรายละเอียดที่เยอะและลึก
ต้องการผู้ที่เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์เข้ามา support

รวมถึงต้องการทีมมาช่วยกัน ลุยไปด้วยกัน เพื่อให้ได้โปรเจกต์
และที่สำคัญ ขายได้แล้ว ต้องหาวิธีส่งมอบงานให้ได้ด้วย

(5) เห็น สไตล์คนที่หลากหลาย

เป็นอีก Key สำคัญ ด้วยความที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่
คุณจะได้เห็นคนที่ เก่ง ต่างสไตล์ เป็นบางแบบที่เราอยากเรียนรู้ และบางแบบที่เรารู้ชัดว่าไม่อยากเป็น

คุณสามารถเลือกหยิบจับข้อดีนี้ ประกอบร่างกับตัวตนของคุณ
เพื่อพัฒนาไปเป็นพี่คนหนึ่งที่มีความสามารถและคนอยากทำงานด้วยได้ในท้ายสุด

ต่างคน คงมีความต้องการต่างกันในแง่ Career
ทุกทางเลือกมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป
แค่ขอให้เลือกจากเสียงข้างในของคุณเอง

แล้วคุณล่ะครับชอบสไตล์ไหน ไว้มาแชร์ให้กันฟังได้นะ 🙂

Categories:

Leave a comment