งานอดิเรกหรือความชอบ สามารถแปรเปลี่ยนเป็นบทเรียนอันล้ำค่า เมื่อถึงบริบทเวลาเหมาะสม

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมเริ่มเตะฟุตบอลคือ ตอนอนุบาล 2 ผมได้ไปร่วมงานกีฬาสีของหมู่บ้าน เป็น match เล็ก ๆ เตะแค่ 2 ทีม แต่ในตอนนั้นผมเด็กมากทางพี่ ๆ เลยให้เป็นกองเชียร์ มีของรางวัลคือ “การ์ดยูกิ” สรุปทีมของผมชนะ แต่ทางพี่ในทีมไม่ให้การ์ดยูกิผม เพราะผมไม่ได้เตะ ผมเสียใจมาก ตอนนั้นผมค่อนข้างเต็มที่มาก ออกไปหาซื้อชุดกีฬาสำหรับเด็กมาใส่ นั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมตัดสินใจว่าผมจะฝึกเตะบอลอย่างจริงจัง

เวลาผ่านมาเข้าสู่ช่วงประถมศึกษาผมเตะบอลทุกวันครับ ในสนามพื้นปูนบ้าง สนามหญ้าบ้าง ไม่มีช่วงหยุดเลย แม้แต่ปิดเทอม Summer ผมก็มาเตะบอลเช่นเดิม นั้นทำให้ผมเริ่มสะสมทักษะในการเตะฟุตบอลหลากหลายตำแหน่งตั้งแต่กองหน้าไปจนถึงกองหลัง ด้วยระบบในสมัยเด็ก เด็กจะยังไม่ฉายทักษะที่แท้จริงมากนัก ทำให้เราได้มีโอกาสเล่นในหลากหลายตำแหน่ง

ตลอด 12 ปี ที่เตะบอลตั้งแต่ประถม 1 จนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีเรื่องราวต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งในสนามแข่งเอง หรือที่ถูกนิยามว่าเป็นนักฟุตบอลโรงเรียน หรือนอกสนามแข่งเอง หรือการเตะบอลทั่วไปกับเพื่อน ๆ และเมื่อตอนนี้มองย้อนกลับไป ผมจึงได้พบกับบทเรียนอันล้ำค่า และรู้สึกโชคดีที่ได้เตะฟุตบอลตั้งแต่เด็กเลย

คิดอะไร ให้คิดไปข้างหน้า 1 ก้าว

เป็นบทเรียนที่ผมได้รับตั้งแต่ประถมจากม.โจ้ ในสนามฟุตบอลถึงแม้เราจะมีลูกฟุตบอลหรือไม่มี , กำลังยืนตำแหน่ง ให้เราคิดเสมอว่าก้าวต่อไปจะทำอย่างไร ก้าวต่อไปอาจเกิดอะไรขึ้น เราควรแก้ไขสถานการณ์อย่างไร

Your Next Five Moves เป็นหนังสือทางด้าน Strategy ที่น่าสนใจมาก พูดในมุมคล้ายกันกับเรื่องนี้ในการมองภาพไปข้างหน้า

บทเรียนนี้สอนให้ผมมีสติรู้เท่าทันตนเองทุกขณะ โดยเฉพาะในสนาม ที่ทุกโมเมนต์สามารถชี้ชะตาผลแพ้ชนะของเกมส์ได้เลย

รวมถึงสอนให้ผมลองมองไปข้างหน้า ประเมินสถานการณ์ และเอาตนเองไปอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดเสมอ

เราอาจไม่เห็นศักยภาพตนเองได้ชัด หากขาดมุมมองของโค้ชผู้ใกล้ชิด

ตำแหน่งตอนแรกของผมที่ได้รับคือ RB แบ็คขวา หรือ CDM กองกลางตัวตัดเกมส์ แต่เมื่อขึ้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ได้เข้าร่วมทีมฟุตบอลของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ม.พิพัฒน์ และ ม.อัฒ ได้ให้ผมเล่น CB หรือกลางหลังตัวสุดท้ายเลย

ณ ตอนนั้นผมรู้สึกว่า “จริงดิ” เนื่องจากผมเล่นลูกกลางอากาศได้ไม่ดี และตัวเล็ก แต่เมื่อลองเล่นไปเรื่อย ๆ กลายเป็นตำแหน่งที่ผมถนัดมากที่สุด เนื่องจากผมตัดเกมส์ขาด วิ่งเร็ว และสั่งการภาพรวมของเกมส์ได้ เห็นภาพกว้าง

จึงสะท้อนภาพปัจจุบันว่า หากเราต้องการภาพทุกแง่มุมของตนเอง ควรรับฟังฟีดแบคจากคนใกล้ชิดเช่นกันเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่เห็นภาพมากที่สุด

และอีกประการคือ การคว้าโอกาสมาก่อน เพราะผู้ให้โอกาสมักเห็นพลังแฝง หรือศักยภาพบางอย่างที่คิดว่าเราสามารถทำได้อยู่แล้ว แค่กล้า และไม่หยุดพัฒนาอย่างเต็มที่

ไม่ยอมแพ้ แต่ถึงแพ้ ก็ยังไม่ตาย

ผมพกหัวใจของคนที่ไม่ยอมแพ้มาเสมอ หากยังไม่หมดเวลา ผมจะวิ่งอย่างเต็มที่มากที่สุดอย่างแน่นอน เพราะ Miracle สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกวินาที

ตอนที่ไปเตะบอลกระชับมิตรกับนักเรียนที่สิงคโปร์ นักเตะทีมนั้นร่างกายดีมาก แข็งแกร่ง รวดเร็ว แต่ทีมของผมก็ไม่คิดยอดแพ้เลย มีจังหวะหนึ่งบอลผ่านมือผู้รักษาประตูไปแล้ว แต่ผมก็วิ่งไปกวาดออกจากเส้นได้ เป็นโมเมนต์ที่ประทับใจมาก และทีมของเราก็สามารถชนะได้ในที่สุด

ตอนที่แข่งกับทีมประถมที่เก่งกว่าเรามาก ๆ นัดแรกเราแพ้ขาดลอย แต่ในนัดหลังเราก็มาปรับกลยุทธิ์ ปรับแผน ปรับวิธีการเล่น และกลับมาชนะได้ในที่สุดเช่นกัน

เรื่องนี้จึงเป็นบทเรียนให้ผม “ไม่ยอมแพ้” กับทุกสถานการณ์อย่างแน่นอน

อยากใช้โอกาสนี้ขอบคุณอาจารย์ พี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ ที่ได้ร่วมใช้ชีวิตในสนามบอลด้วยกันตลอดมา สิ่งนี้มีความหมายมาก ๆ และไว้เจอกันในอนาคตครับ 🙂

ชัยดิษฐ์

Categories:

Leave a comment