
“เมื่อตระหนักว่าชีวิตนั้นแสนสั้น ทุกโมเมนต์หลังจากนี้จึงสำคัญ”
ผมได้มีโอกาสพบบทเรียนนี้ผ่านช่องทาง Cariber โดยรวมใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงในการฟังจนจบบทเรียน ก่อนหน้านี้ผมได้เคยเห็นนมถั่วเหลืองพร้อมดื่ม Tofusan ในร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ และยังไม่ได้ศึกษาเชิงลึก
เมื่อฟังจบ ผมรู้สึกประทับใจในบทเรียนนี้ เพราะรู้สึกถึง “ความ Real” ที่แสนเป็นธรรมชาติของ คุณสุรนาม พานิชการ ผู้ก่อตั้งและ CEO บริษัทโทฟุซัง จน ณ ปัจจุบันมียอดขายกว่า 500 ล้านบาท บอกเล่าเรื่องราวจากประสบการณ์ที่มีทั้งช่วงจังหวะที่ทำได้อย่างดีเยี่ยม และบางช่วงจังหวะที่เป็นจุดเรียนรู้ พัฒนาแก่บุคคลทั่วไปได้
ในบทเรียนประกอบด้วย 10 ตอน แต่ในวันนี้ผมอยากสรุปในส่วนที่ผมประทับใจและคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน
*เน้นย้ำ* อีกครั้งครับว่าอยากให้ลองได้เข้าไปดูบทเรียนจาก Cariber ด้วยตนเอง ตอนนี้ผมได้เรียนประมาณ 4 คอร์สแล้ว คุณภาพมากจริง ๆ ครับ รวมถึงประสบการณ์ฟังโดยตรง ย่อมได้มุมมองที่แตกต่างกันออกไป 🙂
ผู้ประกอบการคือคนที่มีความสามารถ รู้ว่าตนเองมีข้อจำกัดอะไร และ อยากจะแก้ไขปัญหาอะไร
หนึ่งทักษะที่สำคัญมากคือ การชอบในการแก้ไขปัญหา เพราะในการเป็นผู้ประกอบการปัญหาต่าง ๆ มักเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย อีกหนึ่งประการที่ผมชอบคือ รู้ว่าตนเองมีข้อจำกัดอะไร อาจเป็นในด้านทรัพยกรด้านเงิน ด้านเวลา (มีงานประจำ หรือกำลังเรียนอยู่) ผสมรวมกับ รู้ว่าตนเองมีศักยภาพอะไร มีจุดแข็ง องค์ความรู้ connection ในด้านไหน
แต่สุดท้ายแล้วการก้าวข้ามผ่านกำแพงแห่งการตัดสินใจได้ต้องใช้ การลงมือทำ ซึ่งทุกอย่างที่ได้กล่าวมานั้นสามารถฝึกฝนได้ด้วยวิธีการง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน
- ตั้งคำถามเรื่องเล็ก ๆ ในทุกวัน ตั้งคำถามย่อยข้อที่ 1 ทำอย่างไรเพื่อหาคำตอบย่อยข้อที่ 1 ไล่ไปยังข้อที่ 2 3 4 … กล่าวคือการฝึกการสังเกตและการตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัว
- พิจารณาตนเองว่ามีศักยภาพอะไร มีข้อจำกัดอะไร ส่วนนี้ผมเชื่อมโยงกับการลอง SWOT ตนเอง และหลังจากนั้นจึงค่อย ๆ ขยายขอบเขตของตนต่อไป
Quote ที่ผมชื่นชอบคือ
“ตอนนี้ทำไม่ได้ แต่เราต้องทำอย่างไรให้เป็นไปได้”
“คุณไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าด้วยการมองไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียว แต่สามารถก้าวไปข้างหน้าด้วยการสะสมประสบการณ์และความรู้ที่ผ่านมา”
ลักษณะของผู้ประกอบการ
ผมชื่นชอบประเด็นนี้เพราะเป็นเหมือน checklist ให้ได้ลองวิเคราะห์ตนเองเพิ่มเติม
- พยายามฝึกมองเห็นและสร้างโอกาส
- เปลี่ยนความรู้สู่การลงมือทำ
- มีภาวะผู้นำ
- ใช้ทรัพยากรอย่างฉลาด
- จัดการความเสี่ยงได้
- สร้างพันธมิตรทั้งภายในและภายนอก
ยังมีอีกหลากหลายประโยคที่ผมชื่นชอบได้แก่
- ล้ม ไม่เท่ากับ ล้มเหลว
- เราสามารถผิดพลาดครั้งแรกได้เสมอ แต่ไม่ควรผิดพลาดซ้ำ ๆ ในเรื่องเดิม
- ในช่วงแรกเราอาจต้องทำเองทุกอย่าง เพื่อป้องกันความเสี่ยง — ดูความเสี่ยงให้รอบด้าน
- เราไม่มีทางรู้เรื่องอะไรได้ 100% ดังนั้นควรลงมือทำ ตั้งคำถาม และเรียนรู้จากปัญหา
การหาพาร์ตเนอร์ควรเป็นเพื่อนที่เติมเต็มช่องว่างทางธุรกิจ และ มี Trust ซึ่งกันและกัน
ในมุมของคุณสุรนามมองว่าเราควร หาพาร์ตเนอร์ที่เติมเต็มในด้านธุรกิจก่อน และค่อยจึงพัฒนาความสัมพันธ์กันต่อไปได้ เน้นย้ำเรื่องการ set สิ่งที่ต้องทำ และ ไม่ทำ ระหว่างกันให้ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้เมื่อถึงจุดที่เป็นทางแยกจะได้แยกย้ายกันได้อย่างชัดเจนเช่นกัน
“สัญญาณที่น่าสนใจคือเมื่อเราเริ่มไม่เชื่อใจกันและกัน”
หลักการเลือกพาร์ตเนอร์คือ
- lifestyle
- การสอบถามคนที่รู้จัก เพื่อน คนรอบตัวของบุคคลนั้น
- ลองใช้ชีวิตด้วยกันสักระยะ
- ลองทำโปรเจคเล็ก ๆ ที่ใช้ทรัพยากรไม่มากร่วมกัน
โดยประเด็น ทำโปรเจคเล็ก ๆ สามารถขยายไปถึงเรื่องการหาเงินทุนในช่วงต้นด้วย เราไม่ควรนำความเสี่ยงของตนเองไปให้ผู้อื่น เริ่มทำให้เหมาะสมกับกรอบศักยภาพ และกรอบข้อจำกัดของตนเอง
ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ
ในประเด็นนี้ผมสรุปจากหลายตอนมาเพื่อให้เห็นภาพร่วมกัน
- มองหาโอกาส จากการไตร่ตรอง Market Size , Market Share พยายามมองหา Unmet Need หรือความต้องการที่ตลาดยังไม่ได้รับการตอบสนอง
- ปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลได้แก่ ไอเดีย ทีมงาน Business Model เงินลงทุน และจังหวะบริบทเวลา ซึ่งปัจจัยนี้ในมุมคุณสุรนามเชื่อว่ามีความสำคัญมากที่สุด
- Winning Zone คือการทำสิ่งที่เราทำได้ดี และเป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการ โดยคู่แข่งไม่สามารถทำได้

- 2 ปัจจัยหลักที่ธุรกิจเล็กไม่ได้ไปต่อ ได้แก่ การลงทุนเกินตัว เกิดจากการประเมินคาดการณ์ไปก่อนที่ไม่สมเหตุสมผล สามารถทดลองล้มในกระดาษ (การเขียน Business Model ต่าง ๆ) นำไปปรึกษาผู้ที่มีประสบการณ์ได้ก่อน เพื่อลดความสูญเสียของทรัพยากร และปัจจัยต่อมาคือ ผู้ประกอบการเติบโตไม่ทันบริษัท เน้นประเด็นของการเลือกทีม จุดที่คุณสุรนามใช้คัดเลือกมากที่สุดคือ “Trust + Prioritize”
เป็นคนตัวเล็กดีอย่างไร
- คิดเร็ว ทำเร็ว ตอบสนองลูกค้าได้เร็ว
- แต่เมื่อเวลาผ่านไปทีมใหญ่ขึ้น ต้องมีกฎระเบียบ แต่ต้องเป็นการออกแบบกฎเพื่อคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่คนส่วนน้อย — พิจารณาถึงความจำเป็น และใช้อย่างสม่ำเสมอ
- อย่าลืมมองหาปลาเร็วที่ว่ายอยู่ข้าง ๆ (partner) แต่โฟกัสการว่ายของตนเองเป็นหลัก
คำแนะนำสำหรับคนที่มีหน้าที่ประจำ และ เรื่องการลองผิดลองถูก
ควรลองผิดลองถูกให้ได้มากที่สุด แต่ก่อนที่จะลงมือทำอะไร ให้ลองยื่นขาไปข้างหนึ่งก่อน ลองทำอะไรเล็ก ๆ เช่นเราสนใจธุรกิจร้านกาแฟ แต่มีงานประจำ ให้ลองนำเวลาว่างในวันเสาร์อาทิตย์ไปทำ part-time เพื่อดูความสนใจตนเองและทดลองทำให้เยอะเพื่อเก็บประสบการณ์ก่อน
“ลองแล้วขายังไม่หัก” — เป็นประโยคที่สมเหตุสมผลสำหรับผม บางสิ่งไม่ควรลอง เช่นความปลอดภัยต่อสุขภาพของลูกค้าเป็นต้น แต่ควรลองในสิ่งที่คนอื่นยังไม่ทำ ที่ไม่ขัดกับประการแรก
บทสรุป ของคุณสุรนามนำเสนอออกมาได้อย่างชัดเจน
พยายามกำหนดเป้าหมายการทำธุรกิจของเราให้เป็นเรื่องของคนอื่นมากกว่าเรื่องเงินทองของตนเอง
แล้วธุรกิจของเราจะค่อย ๆ เติบโตขึ้นไปเองด้วยเป้าหมายที่ถูกต้อง
ดังที่ผมได้นำเสนอไว้ตั้งแต่ต้น เชิญชวนให้ฟังบทเรียนนี้ครับ รวมถึงบทเรียนอื่น ๆ จาก Cariber ที่แสนเป็นประโยชน์ และนำไปประยุกต์ใช้ได้
ชัยดิษฐ์

Leave a comment