ผมได้หยิบหนังสือ Future Crisis, 12 บทเรียนสร้าง ‘อนาคต’ จาก ‘วิกฤต’ ของธุรกิจไทย เนื่องในโอกาสครบรอบ 90 ปีเต็มของหอการค้าไทย
วันนี้หยิบยกบทของบริษัท MFEC มาแชร์ครับ ส่วนหนึ่งตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ผมติดตามอ่านทุกบทความ ฟังทุกบทสัมภาษณ์ ที่เกี่ยวกับบริษัท MFEC ทั้งจากสื่อออนไลน์ และการนำเสนอแนวทางการดำเนินธุรกิจสู่สาธารณะ
หลักใหญ่เพราะอยากเข้าใจบริบททั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต ของบริษัท เพื่อเข้าใจแนวทางในการทำงานในสิ่งแวดล้อมนี้ ผสานความชื่นชอบในการค้นหาข้อมูล ศึกษาประวัติศาสตร์ทั้งในมุมบุคคล หรือเรื่องราว ของผมเอง
“เป็นบทสนทนาที่น่าสนใจมาก”
เสียงนี้ดังขึ้นหลังผมอ่านจบ
…
บนสนทนาเป็นการถาม-ตอบ ในหลากหลายข้อคำถาม อยากหยิบยกบทพัฒนาที่ผมจะนำไปปรับใช้
• ในมุมพนักงาน: คุณต้องเข้าใจตนเอง มองจุดแข็งในการพัฒนาตนเอง คุณต้องบอกตัวเองให้ได้ว่าเราเก่งขึ้นทุกปี ประเด็นต่อมาคุณต้องดูว่าต้องการสิ่งแวดล้อมและปัจจัยแบบไหนที่ทำให้เราแสดงผลงานออกมาสูงที่สุด แล้วพนักงานเป็นคนเลือกเข้าไปทำงานในบริษัทแบบนั้นให้ได้
• จุดอ่อนหนึ่งขององค์กรในไทยจำนวนมากคือเราไม่มีความสามารถในการขัดเกลาคน และไม่เผชิญหน้าในเชิงบวก
การเผชิญหน้าในเชิงลบ เช่น ถ้าเห็นน้องทำตัวไม่ดี ก็มักจะคิดว่าไม่บอกน้องแล้วกัน แต่เรามาพูดอีกทีตอนที่ทนไม่ได้ ระเบิดอารมณ์ออกมา
ยกตัวอย่างอีกกรณี คือ การบริหารคนไทย ไม่ต้องวางระบบให้ซับซ้อน ใช้การโทรตาม สามารถเพิ่มผลิตภาพของคนไทยได้
สร้างความกดดันและความเครียดที่สม่ำเสมอและเหมาะสม เหมือนคนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
• การเรียนรู้ คือ อย่าเป็นน้ำเต็มแก้ว และ รับรู้อีโก้ของตัวเอง
อย่าเป็นน้ำเต็มแก้ว: พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลง ให้รู้ว่าเรื่องพวกนี้ไม่ใช่ปัญหา แต่เป็น *ธรรมชาติของธุรกิจ* และเราจะอยู่ให้ยั่งยืนได้อย่างไรในธรรมชาติแบบนี้
รับรู้อีโก้ของตัวเอง: หากเรารับรูัอีโก้ และดับลงได้ ‘เราจะเกิดการเรียนรู้’ ดังตำราจีนบอกไว้ว่าการเรียนรู้ไม่ได้อยู่ที่การหาผู้สอน เพราะถ้าเราพร้อม ครูจะปรากฏตัวทันที
• การรับมือต่อธรรมชาติของเทคโนโลยีที่มาไวไปไว
ธุรกิจไอทีได้รับผลล่าช้ากว่าธุรกิจอื่น ๆ ประมาณ 8-10 เดือน เพราะช่วงวิกฤตยังมีโปรเจกต์ในมืออยู่ แต่พอเวลาผ่านไป ผู้จ้างไม่มีงบใหม่ เราเองก็ไม่มีโปรเจกต์ใหม่ขึ้นมา
สิ่งที่หน้ากลัวคือลงทุนในเทคโนโลยี แล้วจู่ ๆ เทคโนโลยีนั้นแพ้ขึ้นมา
การปรับตัวจึงคือการไม่เป็น single technology company แล้ว แต่มีธุรกิจหลากหลายเพื่อลดความเสี่ยง ป้องกันเมื่อถึงเวลาเจ๊ง ต้องไม่เจ๊งทีละ 80% ให้เจ๊งแค่ 20% ก็พอ แต่ในกรณี MFEC เอง หนักสุดน่าจะเป็นเหตุการณ์ซันไมโครซิสเต็มส์ที่เจ๊งไป 80%
• สามเหลี่ยมฝ่าวิกฤต: ความแข็งแรงในเชิงบุคลากร เชิงฐานลูกค้า และเชิงการเงิน
รูปแบบธุรกิจแบบ recurring เป็นธุรกิจรูปแบบ Netflix ที่ไม่มีโอกาสเป็นศูนย์ การบริหารการเงินให้มีสภาพคล่อง มีกระแสเงินสด และท้ายสุดบุคลากรที่มีความเก่งพร้อมรับวิกฤต เรื่องคนถือเป็นหัวใจหลักของธุรกิจไอที
• มุมมองสำหรับสตาร์ตอัป
จุดแข็งคือกล้าเสี่ยง มีพลังเยอะ กล้าลุย แต่เขาอาจไม่สามารถทำแบบนี้ได้ตลอดเวลา พอบริษัทใหญ่ขึ้น เขาต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่ชัดเจน มีองค์กรที่ชัดเจน โดยสรุป อยากให้คิดเผื่อตอนบริษัทโตด้วย
…
หากผมสามารถหยิบยกประเด็นสำคัญเพื่อนำไปลงมือได้หนึ่งสิ่ง คือ ‘การมองจุดแข็งในการพัฒนาตนเอง’ ทำให้ตนเองเก่งขึ้นทุกปีครับ หรือด้วยจังหวะนี้ ควรปรับเป็น ทุกเดือน ทุก Quarter เลยก็ว่าได้
ขอบคุณสำหรับบทเนื้อหาดี ๆ นี้ครับ หนังสือเล่มนี้มีหลายมุมมอง หลายแง่มุมที่ดีมาก ๆ ครับ
ชัยดิษฐ์

Leave a comment