เป็นเวลาเกือบ 1 ปีที่ผมได้เริ่มทำงานที่ MFEC หลายคนสงสัยว่าทำไมถึงดู “มีความสุข” และ รู้สึกปาร์ค “ได้ทำในสิ่งที่ชอบ”

เริ่มต้นผมเชื่อว่าทุกอย่าง ตามธรรมชาติ มีสิ่งที่เราชอบ/ไม่ชอบ ทำได้ดี/ทำได้ไม่ค่อยดี อยู่แล้ว แค่เราจะบริหารความรู้สึก (feeling) และการกระทำ (action) ของเราอย่างไร

วันนี้ปาร์คอยากมาเล่าการเตรียมตัวก่อนหางาน รวมถึงเคล็ดลับบางอย่าง กลั่นออกมาเป็น 10 ข้อในกรอบที่เราควบคุมได้ครับ

1. ทางเลือกที่ดี มีแค่ซ้าย ไม่ก็ขวา

เป็นบทเรียนแรกจากพี่เล้ง ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร บอกผมตอน Mentoring ในโครงการ CHAMP Engineering ทางเลือกที่ดีนั้นเราต้องกรองออกมาให้น้อย ถ้ามีจำนวนมาก และหว่านไป เสมือนเรายังไม่ได้ “เข้าใจตนเอง” และ “เข้าใจบริษัทนั้น ๆ” มากพอ คำแนะนำที่ได้รับมาคือ วิเคราะห์ตนเอง และค้นหาข้อมูลบริษัทผ่านรายงานของบริษัทเอง สื่อมีเดีย หรือสอบถามบุคคลในบริษัทนั้น

2. เข้าใจตนเอง

มีน้องท่านหนึ่งแชร์วิธีการที่น่าสนใจให้ผม คือทำ checklist สิ่งที่เราอยากทำ ประสงค์ทำ และสิ่งที่เราไม่อยากทำ เพื่อเป็นเกณฑ์พิจารณาตำแหน่งงานหนึ่ง ๆ แต่ Why ของเรื่องนี้คือ เราพอเข้าใจตนเองไหม ว่าเราอยากวางแผนเส้นทางอาชีพของเราอย่างไร งานแบบไหนนะที่จะทำให้เราเติบโต ผมเห็นด้วยกับไอเดียที่ว่า ในช่วงต้นของเส้นทางอาชีพเราควรสะสมจุด สะสมประสบการณ์ให้มากพอก่อน แล้วจึงขยับขั้นไปที่ทรัพยากรและสังคมในขั้นตอนต่อ ๆ มา วิธีการของผมคือ ดูพี่ ๆ ในวงการที่เราชอบ ลองดูเส้นทางอาชีพของเขา และวิเคราะห์ว่าเหมาะกับเราไหม

หนึ่งวิธีถ้าหากเรายังไม่รู้ว่าตนเองถนัดอะไร สามารถใช้การวิเคราะห์ SWOT Analysis ลองถามคนรอบตัวที่เคยทำงานด้วยว่าเราเก่งอะไร เรามีข้อพัฒนามุมไหน และนำมากรองด้วยตนเองอีกครั้งครับ ช่วยสะท้อนตัวเองได้ระดับหนึ่งเลย

3. เข้าใจบริษัท

ผมใช้วิธีทุกอย่างข้างต้นในข้อ 2. โดยเน้นที่การอ่านรายงานของบริษัท 56-1 One Report เพื่อดูว่าบริษัทมี business model / risk opportunity อะไร ฯลฯ ให้เข้าใจบริบทภาพรวม ที่สำคัญดู DNA / Culture ทั้งจากที่อ่าน ฟัง และพูดคุย ผมทำการบ้านตรงนี้หนักมาก เพื่อให้แน่ใจว่าบริษัทนี้จะเป็นที่ทำงานในอนาคตของผม อ่านทั้งรายงานประจำปี รายงานผลประกอบการบริษัท อ่านข่าว เป็นต้น ผมเชื่อว่าส่วนนี้สามารถสร้างความประทับใจให้คณะผู้คัดสรรได้

4. หาอาวุธประจำตัว/แสดงจุดแข็ง

คิดภาพตามว่ามี Resume หลายพัน หลายหมื่นใบเข้ามา เราจะทำอย่างไรให้พี่ HR อ่านของเรา ผมสรุปสั้น ๆ คือ Customize และแสดงจุดแข็งที่เหมาะสมของงานออกมา ตั้งแต่ Resume จนกระบวนการสัมภาษณ์เองก็ตาม พี่ ๆ HR ดูออกว่าเราใช้ Resume ฉบับเดียวร่อนทุกที่ไหม และพี่ ๆ ผู้สัมภาษณ์ก็สังเกตแววตา ความตั้งใจของเราออกเช่นกัน อาวุธประจำตัว ถ้าน้อง ๆ มีเวลา สามารถลองหาสิ่งเฉพาะตัว เสริม พัฒนาสกิลเหล่านั้นได้ แต่ถ้าต้องลงสนามแรงงานแล้ว ให้ลองนั่งนิ่ง ๆ คิดและเขียน Pattern สิ่งที่เราทำสำเร็จออกมา และหาจุดเชื่อมโยงดู สำหรับผมเองใช้กระบวนท่าหาความรู้ด้านความยั่งยืนแบบเต็มที่ อ่าน Research ทุกวันเลยก่อนสัมภาษณ์ ให้พอพูดภาษาเดียวกันกับพี่ ๆ ผู้คัดเลือกได้

5. หาตัวเลขจับต้อง (เท่าที่) ได้

ทุกที่ที่ผมไปฟังบอกให้เราแสดง Impactful Metric ยอดขาย ยอด engagement ฯลฯ ที่เป็นตัวเลขที่จับต้องได้ ผมเองก็แอบ เอ๊ะ เพราะเราแค่ฝึกงานพี่ บางคนมีตัวเลขเหล่านั้นเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่หากน้องบางคนยังไม่มี ผมว่า Why ของเรื่องนี้คือหากไม่มีตัวเลขเหล่านี้ แต่เราเล่า Action ได้เป็นฉาก ๆ เราทำอะไร ได้ผลลัพธ์อะไร วัดผลอย่างไร ได้เรียนรู้อะไร พี่ ๆ หลายท่านที่ผมสัมภาษณ์ด้วยมักวัดกระบวนความคิดเหล่านี้เช่นกัน

6. Professional Working Profile

ผมใช้ LinkedIn และ Jobdbs เป็นหลักในการหางาน build LinkedIn ตั้งแต่ช่วงมหาลัย และ *แนะนำ* ให้น้อง ๆ เริ่มเล่นตั้งแต่วันนี้เหมือนกันครับ (ผมใช้คำว่าเล่นเพราะจริง ๆ ถ้าใช้บ่อย ๆ เราจะชินนะ ผมเองเข้าไปหาข้อมูลบ่อย) LinkedIn เราสามารถรู้จักบุคคลทั่วทั้งโลกได้ คนเก่ง ๆ ที่บางทีผมก็จินตนาการไม่ออกว่าเราจะเจอเขาได้อย่างไร ติดตามอ่าน Research Presentation ดี ๆ เป็นแต้มต่อที่ผมอยากชวนให้น้อง ๆ เตรียมไว้ตั้งแต่เรียนอยู่

7. Reskill Reskill Reskill

หลายอุตสาหกรรมใหม่ (New Industry) ไม่ได้มีเนื้อหาสอนในมหาลัย ตอนผมเรียนปีสุดท้าย ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ในการขอ Sit-in ในรายวิชาที่สนใจ และเรียนคอร์สออนไลน์ เช่น อย่างมุมความยั่งยืนก็มีของ SET เป็นต้น คอร์สฟรีมีเยอะครับในปัจจุบัน หรือ Skooldio เองก็มีคอร์สภาษาไทยคุณภาพออกมาเรื่อย ๆ

8. หา Mentor

พี่ Mentor ของผมคนล่าสุดก่อนได้งาน คือ พี่เมฆ Mission to Top U เราได้ discuss และกรองเส้นทางที่คิดว่า match กับผมออกมาในท้ายสุด พี่ Mentor ช่วยเติม เสริมมุมมองเราได้เยอะมากครับ ชอบพี่ท่านไหน ลองทักไปดู มุมมองเหมือนถามทางถ้าพี่เขาตอบได้ ก็จะตอบกลับมาครับ ผมเชื่อแบบนั้น

9. ทำสิ่งตรงหน้าให้ดีที่สุด

เมื่อถึงรอบสัมภาษณ์ workshop case interview หลังจากที่เราเตรียมการอย่างหนักมาตลอด ถึงหน้างาน the show must go on ทำเต็มที่ มีสติ ตอนผมเข้ารอบ workshop ยังเป็นเหมือนถ่านคาร์บอนที่ยังไม่ได้เจียระไนเช่นกัน แต่สิ่งที่ผมพกติดตัวไว้ตลอด คือความเป็นตัวเอง DNA ของตน และความตั้งใจ พี่จะเลือกเรา ไม่เลือกเรา ก็อีกเรื่อง แต่เราเต็มที่

10. Don’t settle

แม้ตลาดแรงงานจะหางานยาก (สู้ ๆ ครับ!) แต่ผมว่าถ้าเราทำตาม 9 ข้อข้างต้น อย่างน้อยก็สามารถช่วยให้เรา *เข้าใจตนเอง* เข้าใจบริษัท และเข้าใจบริบทภาพรวมมากขึ้น ใจเย็น ๆ และค่อย ๆ หาที่ที่ใช่เท่าที่หาได้ดูครับ มี strategy หนึ่งที่ผมเห็นคือลอง intern อีกสักที่ก่อน เพื่อดูว่าเราชอบสายนั้น ๆ ไหม และได้ประสบการณ์เพิ่มเติม

แม้แต่เมื่อเข้าทำงานแล้ว เป็นธรรมชาติที่เราจะพบสิ่งที่ชอบ/ไม่ชอบ เราไม่สามารถเลือกสถานการณ์ได้ แต่เราเลือกที่จะปรับตัวได้ครับ

ขอให้น้อง ๆ เพื่อน ๆ พี่ ๆ ได้งานตามตั้งใจ ส่งกำลังใจให้ครับ ผมเองก็ยังใหม่ แต่อยากมาแชร์ความตั้งใจสไตล์ตัวเองไว้ ใครมีข้อสงสัย หรือข้อแนะนำประการใด comment ได้เลยครับ

ชัยดิษฐ์

Categories:

Leave a comment